Stop Loss คืออะไร? ตัดขาดทุนตอนไหน กระจายความเสี่ยงอย่างไร? (ผลทดลอง)

โพสต์เมื่อ December 24, 2020 ใน Podcasts, Crypto Talk
ดู Podcasts ทั้งหมด

ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย ต่างก็เริ่มหันมาให้ความสนใจกับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยผลกำไรที่น่าสนใจ แต่หลายคนก็ยังกังวลกับความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนเป็นอย่างมาก ดังนั้น Stop Loss หรือ “จุดตัดขาดทุน” จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่นักลงทุนควรให้ความสนใจ วันนี้เราจะลองมาดูกันว่า Stop Loss คืออะไร? เราจะตั้งจุดตัดการลงทุนไว้เท่าไหร่ดี รวมไปถึงผลตอบแทนของการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์ ลองมาดูคำนิยามและการทดลองกันได้เลย

Stop Loss คืออะไร?

Stop Loss คือจุดตัดการลงทุน หรือจุดตัดการขาดทุน ก็คือจุดที่เราตัดสินใจว่าจะหยุดลงทุนเพื่อไม่ให้ผลตอบแทนลดลงไปมากกว่านี้ โดยสามารถทำได้ทั้งเพื่อไม่ให้กำไรน้อยลงจากที่กำไรอยู่ หรือว่าขาดทุนแล้ว และไม่อยากขาดทุนไปมากกว่านี้

ทดสอบผลตอบแทนการลงทุนกับ Stop Loss

เราจะลองมาทดสอบการลงทุนกัน โดยใช้การลงทุนในบิทคอยน์ ตั้งต้นหนึ่งล้านบาท เทรดแบบไม่มีค่าธรรมเนียมในช่วง  มกราคม 2015 – สิงหาคม 2020

ในการทดสอบครั้งนี้ เราจะใช้กลยุทธ์ใช้เงินทุนทั้งหมด 100% ในการเข้าซื้อเมื่อราคาบิทคอยน์ทะลุจุดสูงสุดในรอบยี่สิบวัน และขายออกเมื่อทะลุจุดต่ำสุดในรอบหนึ่งร้อยวัน เพื่อเกาะแนวโน้มใหญ่ของราคาบิทคอยน์ และเพิ่มจุดตัดขาดทุนลงไป (Stop Loss)  ลงไป หกแบบ เริ่มจากไม่มีจุด Stop Loss เลย ไปจนถึง Stop Loss ที่ขาดทุน 30% ผลลัพธ์ก็จะหน้าตาแบบในตารางนี้

ตารางผลตอบแทนจาก Stop Loss แบบต่างๆ

ถ้าเราใช้แค่ Technical Analysis ตัดสินใจโดยไม่มีจุด Stop Loss  นั้น ผลลัพธ์การลงทุนก็ดูดีทีเดียว โดยเราสามารถเพิ่มเงินจากหนึ่งล้านบาท เป็นยี่สิบห้าล้านบาทภายในเวลาไม่ถึงหกปี เรียกว่าผลตอบแทนของสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ แทบจะเทียบกันไม่ได้เลย แต่ที่น่าสนใจคือการขาดทุนโดยเฉลี่ยต่อครั้งสูงมากๆ ถึง -24.18% และขาดทุนสูงที่สุดถึง -35.41% แบบที่ในชีวิตจริงเราคงได้มีอาการหัวใจวายกันนิดหน่อยแบบเลี่ยงไม่ได้ 

แต่พอเรามีการตั้งจุดตัดขาดทุนเอาไว้ เมื่อราคาปรับลงมาจากต้นทุนตามที่ตั้งไว้ก็ขายออกเลยทันที จะเห็นว่า Stop Loss ที่  10% นั้น ได้ผลการตอบแทนที่ดีกว่าจำนวนอื่นๆ และพอร์ตของเราได้ผลตอบแทนจบที่ 50.8 ล้านบาท และขาดทุนสูงสุดก็ไม่เกิน 10% ทำให้เราสามารถทำกำไรจากราคาขาขึ้นต่อเนื่องได้ แต่ก็ไม่กระทบมากนักเมื่อราคาลงแรงในระยะสั้น จะเห็นได้ว่าจุด Stop Loss นี้สำคัญมากๆ กับการลงทุน

Turtle Trading System กับ สินทรัพย์ดิจิทัล

เมื่อปี 1970 มีกลุ่มนักเก็งกำไรที่ได้ใช้ระบบ Turtle Trading System จนประสบความสำเร็จอย่างมาก ตอนนี้หลายคนก็ได้ไปบริหารกองทุนใหญ่ และ Hedge Fund ระดับโลกแล้ว ระบบนี้ใช้ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาเพียงแค่สองคน วันนี้เราหยิบสัญญาณซื้อและขายของระบบที่มีอายุถึง 50 ปีนี้ มาใช้กับสินทรัพย์ดิจิทัลดูว่าจะให้ผลตอบแทนอย่างไร โดยกฎที่ตั้งเอาไว้ก็คือซื้อเมื่อราคาสูงสุดในกรอบ 20 วัน และขายเมื่อราคาต่ำสุดในรอบ 10 วัน ก็จะได้ผลลัพธ์หน้าตาแบบในตารางนี้

ผลตอบแทนจากการทดลองใช้ Turtle Trading System กับบิทคอยน์ และ Stop Loss

กลยุทธ์การลงทุนง่าย ๆ ที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อ 50 ปีก่อน ก็ยังสามารถนำมาปรับใช้กับสินทรัพย์ดิจิทัลได้เป็นอย่างดี หากลองเปรียบเทียบกับการไม่ใช้ Stop Loss และการ Stop Loss ที่ 10% ถือว่าผลตอบแทนต่อความเสี่ยงสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดูแบบนี้แล้วก็น่าจะมีไอเดียกันบ้างแล้วนะครับว่าเราจะออกแบบกลยุทธ์การลงทุนในไอเดียอื่น ๆ ได้อย่างไรกันบ้าง แต่อย่างที่บอกไปในตอนต้นว่าหลายคนมองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นอีกหนึ่ง Asset Class ที่สามารถแบ่งเงินบางส่วนเข้ามาลงทุนได้เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและอาจจะลด Correlation ของพอร์ตคุณได้ด้วย เราจึงขอทดสอบอีกหนึ่งไอเดีย (วันนี้ทดสอบกัน 3 เรื่องแล้วนะเนี่ย) คือ หากเรามองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นทางเลือกในการกระจายลงทุน ระหว่างการ Fix % ของเงินทุนเช่น 10% กับการวางน้ำหนักการลงทุนตามความผันผวน เช่น ช่วงไหนผันผวนน้อยลงเงินเยอะ ช่วงไหนผันผวนเยอะลงเงินน้อย แบบไหนจะดีกว่ากัน

กลยุทธ์ Turtle Trading System นี้ยังสามารถใช้ทำกำไรให้กับสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานเท่าได้อยู่ โดยในการทดลองนี้เราทดสอบกับการไม่มีจุด Stop Loss และการมีจุด Stop Loss ที่ 10% ที่จะเห็นได้แล้วว่ามีผลตอบแทนต่อความเสี่ยงสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

Asset Allocation อย่างมีกลยุทธ์ 

นอกจากกลยุทธ์ในการเทรดแล้ว หลายคนยังมองว่าการกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ตัว และแบ่งบางส่วนมาลงในสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น Asset Class ที่เพิ่มผลตอบแทน และลด Correlation ในพอร์ตได้ วันนี้เราเลยจะมาลองดูกันว่าถ้าต้องการบริหารการลงทุนนั้น ระหว่าง Fix % ของเงินทุนเช่น 10% มาลงในสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ การวางน้ำหนักการลงทุนตามความผันผวน เช่น ช่วงไหนผันผวนน้อยลงเงินเยอะ ช่วงไหนผันผวนเยอะลงเงินน้อย แบบไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากัน

กระจายเงินลงทุนแบบ Fix %

เราจะมาแบ่งการลงทุนออกเป็นสองกองเพื่อเทียบกัน โดย

กอง A (ในภาพประกอบช่องบนเส้นสีฟ้า และภาพประกอบช่องล่างเป็นเส้นสีแดง)

  • มีเงินตั้งต้น 1 ล้านบาท
  • เก็บเงินส่วนใหญ่เอาไว้ และแบ่งเงิน 10% มาลงทุนในบิทคอยน์ หมายความว่าเราเริ่มต้นลงทุนในบิทคอยน์​ 1 แสนบาท
  • หลังจากลงทุนไปแล้ว เราจะแบ่ง 10% มาลงทุนไว้เสมอ เรียกว่าคิดแบบกำไรทบต้น เช่นสมมติว่า ตอนแรกเรามีเงิน 1 ล้านบาท แล้วแบ่งไปลงทุนบิทคอยน์ 1 แสนบาท ผ่านไปหนึ่งเดือนเราได้กำไรจากบิทคอยน์มา 5 หมื่นบาท รวมทั้งหมดเราจะมีเงิน 1,050,000 บาท ดังนั้นเดือนต่อไป เราก็แบ่งเงิน 10% มาลงในบิทคอยน์ต่อ เราก็จะมีเงินที่ลงกับบิทคอยน์อยู่ที่ 105,000 นั่นเอง
  • ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ  Turtle Trading System ที่เราคุยกันไปก่อนหน้านี้

กอง B (ในภาพประกอบเป็นเส้นสีดำ)

  • มีเงินตั้งต้น 1 ล้านบาท
  • นำทั้งหมดมาลงทุนใน SET Index เป็นการลงทุนแบบ Buy and Hold หรือถือครองระยะยาว
เทียบผลตอบแทนในการลงทุนหลายสินทรัพย์รวมถึงบิทคอยน์และ SET อย่างเดียว

จะเห็นว่า การลงทุนในกอง A ที่มีหลายสินทรัพย์รวมถึงบิทคอยน์ ให้ผลตอบแทนจากเงินลงทุนหนึ่งล้านเป็นหนึ่งล้านแปดแสนบาท ได้กำไรมาแปดแสน ซึ่งมากกว่าเส้นสีดำซึ่งก็คือการไปลง 100% ในหุ้นทั้งหมด ที่สุดท้ายเรากลับขาดทุน เหลือเงินแค่ 895,689 เท่านั้น เรียกได้ว่ากอง A ใช้เงินและพลังงานแค่ 10% ก็ได้ผลตอบแทนมากกว่าแล้ว ในขณะที่ Max DD% ก็ติดลบสูงสุดไปเพียง 11.46% เรียกได้ว่าน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับหุ้นซึ่ง Max DD% ไปติดลบถึง 44.20% ส่วนตารางด้านล่างแสดงความผันผวนและผลตอบแทนรายเดือนก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับนักลงทุนทั่วไป 

ผลตอบแทนรายเดือนของการใช้ Turtle Trading System และ Fix 10%

ปรับขนาดการลงทุนตามความผันผวนของสินทรัพย์

ถ้าเราใช้วิธีการที่ซับซ้อนขึ้นอีกนิด แทนที่จะกำหนดเปอร์เซ็นต์ในการลงทุนเอาไว้เลย เราจะเอาความผันผวนของราคาในอดีตมาคำนวณน้ำหนักว่าจะลงทุนกับสินทรัพย์ดิจิทัลเท่าไหร่ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด โดยแทนที่เราจะใช้ Historical Volatility เพื่อดูความผันผวนของราคาบิทคอยน์นั้น  เราจะมาใช้ Average True Range หรือ ATR แทนเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ผลตอบแทนในการลงทุนจากการทดลอง

จะเห็นได้ว่าจากตารางตัวเลขทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น CAGR , Max DD% , Mar Ratio นั้น ต่างก็มีผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการปรับการลงทุนตามความผันผวนของสินทรัพย์ กลยุทธ์แบบนี้พูดง่ายๆ ก็คือ พอบิทคอยน์ผันผวนเยอะ เราก็ซื้อน้อยลง และเมื่อบิทคอยน์ผันผวนน้อย เราก็ซื้อมากขึ้นนั่นเองZipmex หวังว่าข้อมูลและการทดสอบของเรา จะช่วยให้ทุกคนได้แนวทางในการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อให้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลของคุณ​ปลอดภัย และได้ผลตอบแทนที่ตรงใจ ถ้าพร้อมแล้วก็มาเริ่มเทรดสกุลเงินดิจิทัลกันได้แล้วแบบฟรีๆ ที่ Zipmex