ลิบรา คืออะไร?

March 16, 2020

บางทีเวลาที่เราอยากจะแนะนำหรือเล่าข่าวให้คนในครอบครัวของเราฟัง ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมเลยอยากมาแชร์เรื่อง Libra แบบสั้น ๆ เข้าใจง่าย อาม่าอ่านปุ๊บเข้าใจปั๊บ ให้ทุกคนส่งต่อไปให้ครอบครัว มาทันข่าวไปด้วยกันครับ 🙂

ลองคิดดูง่าย ๆ สมมติอาม่าอยากจะสั่งชาหอมหมื่นลี้ จากร้านชาข้างบ้านที่อาม่าเคยอยู่ในซัวเถา อาม่าต้องไปธนาคาร โอนเงินไปให้ร้านขายชา กว่าจะโอนเสร็จผ่านไปเป็นอาทิตย์ กว่าจะได้ชาอาม่าหายอยากพอดี แถมยังเสียค่าธรรมเนียมแพงกว่าค่าชาอีกนะครับ

ทีนี้ลองเปลี่ยนเป็น ให้อาม่าหยิบมือถือขึ้นมา แล้วเลือกเฟซบุ๊กของร้านชา กดส่งเงินให้ ร้านชาได้รับทันที เตรียมแพ็คของส่งมาอย่างรวดเร็ว ส่งเงินผ่านมือถือแบบนี้ ไม่ต้องสมัครอะไร ไม่ต้องจำรหัสอะไร ง่ายเหมือนส่งสวัสดีวันจันทร์เลยครับ มันก็น่าจะดีเนอะ

นี่แหละ สิ่งที่ Libra อยากจะทำครับ Libra หรือ ลิบรา เป็นความตั้งใจของเฟซบุ๊ก ที่จะทำให้ทุกคนโอนเงินได้สะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าธรรมเนียม (หรืออาจจะมีแต่ต่ำมาก ๆ) ทำให้ถูกมองว่าอาจจะเป็นเงินสกุลดิจิทัลประเภทแรกๆ ที่มีการใช้งานจริงอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน

อาม่าไม่ต้องกลัวจะเสียเงินฟรี ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพราะนี่ไม่ใช่การลงทุน มันเป็นเหมือนการโอนเงินให้กันปกติครับ อาม่าใช้ได้ทุกวัน จะโอนแต๊ะเอียให้หลานชายที่เรียนอยู่อเมริกาตอนตรุษจีนก็ทำได้ทันที ไม่ต้องแต่งตัวเดินออกจากบ้านไปธนาคารด้วยครับ

*เพิ่มเติมสำหรับอาม่าขั้นแอดวานซ์*

Libra เป็นสกุลเงินแบบ Stablecoin หมายความว่าราคาผูกอยู่กับสินทรัพย์ประเภทอื่น จะไม่ได้เหวี่ยงมากแบบบิทคอยน์เพราะมีองค์กรควบคุมอยู่ โดยมีสกุลเงินเบื้องหลังหลายสกุล และ Libra ตั้งใจจะทำมาเพื่อการใช้จ่าย ไม่ใช่เพื่อการลงทุนครับ

Facebook ยังออกกระเป๋าเงิน Calibra ออกมาด้วย เพื่อเป็นตัวเก็บและจัดการเหรียญ Libra ในอนาคต เป็นบริษัทแยกออกจาก Libra ชัดเจน

สรุปง่าย ๆ ว่า Libra ริเริ่มโดยเฟซบุ๊ก แต่ดูแลโดยองค์กรแยกที่มีสมาชิก 21 องค์กร ณ ปัจจุบัน แต่ละองค์กรมี 1 เสียงในการโหวต ส่วน Calibra เป็นของเฟซบุ๊กเองเลย เพื่อรองรับการใช้ Libra แต่ถ้าในอนาคตจะมีกระเป๋าอื่น ๆ ออกมาแข่ง เฟสบุ๊กก็ไม่หวงครับ 🙂

Libra ออกมาได้สักพักแล้ว มีทั้งข่าวบวกและลบมากมายหลายหลากเลยนะครับ

จากตอนแรกที่ได้เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมพันธมิตรชื่อดังมากมาย พอผ่านไปไม่นาน ก็เริ่มมีความกังวลเพิ่มพูนขึ้น โดยเฉพาะการที่ภาครัฐของสหรัฐออกมากเบรคไว้ จนกระทั่งมีการทยอยถอนตัวไปเรื่อย ๆ เลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Mastercard, Visa, eBay, Stripe, Mercado Pago, Paypal, Booking Holding ที่เป็นบริษัทแม่ของ Booking.com และล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้ว Vodafone ก็ได้ถอนตัวออกไปด้วยครับ ทำให้ตอนนี้จากพันธมิตร 28 ราย Libra ก็เหลือเพียง 20 รายเท่านั้นครับ

G7 ยังได้ออกรายการเรื่อง สกุลเงินที่เรียกว่า stablecoins (สกุลเงินที่มูลค่าไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ไม่ได้มีเพื่อไว้เพื่อการเก็งกำไร) ซึ่ง Libra ก็ถือเป็นสกุลเงินประเภทนี้ ว่าถึงจะฟังดูดี แต่สกุลเงินนี้ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่มาก โดยเฉพาะการเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ดังนั้นถึงแม้ว่า Libra จะทำตามกฎระเบียบได้ทุกข้อ ก็ไม่ได้หมายความว่าธนาคารหรือภาครัฐจะยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงได้ครับ

แต่ใช่ว่า Facebook จะยอมแพ้นะครับ ถึง Facebook เองจะยอมรับว่า Libra คงไม่ได้ถูกใช้เป็นสกุลเงินหลักในประเทศพัฒนาแล้วอย่างอเมริกาหรือยุโรป แต่น่าจะถูกใช้สำหรับการทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศสำหรับจำนวนเงินน้อย ๆ มากกว่าครับ แล้ว Facebook ก็ยังคงจะผลักดัน Libra ต่อไป โดยเพิ่งมีการก่อตั้งกฎบัตรของสมาคม LIbra ในสวิสเซอร์แลนด์ไป (กฎบัตร ก็คือเอกสารสิทธิ์ที่จัดการและกำหนดหน้าที่ขององค์กรครับ) โดยตั้งใจจะมีสมาชิกให้ครบ 100 บริษัทภายในปีนี้ครับ

ส่วนสำหรับ Zipmex แล้ว เราเชื่อว่าการดูแลและปกป้องประชาชนของรัฐบาลเป็นเรื่องจำเป็นครับ ไม่ว่าจะสำหรับธุรกิจอะไรก็ตาม เรายอมรับระบบการดูแลที่ทั้งรอบคอบ แล้วก็เข้าใจในตัวธุรกิจไปพร้อม ๆ กัน เราได้รับการรับรองจากองค์กร BAPPEBTI ของรัฐบาลอินโดนีเซียแล้ว และก็ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจาก ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย) แล้วอีกด้วยครับหนทางของ Libra และ stablecoins น่าจะยากกว่าที่หลายฝ่ายได้คาดไว้ในตอนแรกอย่างแน่นอน แม้ช่วงแรกทุกคนจะตื่นเต้นมาก ๆ เป็นธรรมดา แต่ไม่ว่าจะเป็นความสนใจในช่วงแรก หรือว่าอุปสรรคที่ตามมา สุดท้ายแล้วทั้งสองสิ่งนี้ก็จะค่อย ๆ ลดลง เหมือนที่เราเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดบิทคอยน์ พี่ใหญ่ของสกุลเงินดิจิทัลมาแล้วครับ