Quantitative Trading คืออะไร? ลงทุนอย่างเข้าใจ

โพสต์เมื่อ January 18, 2021 ใน Podcasts, Quantable
ดู Podcasts ทั้งหมด

นักลงทุนหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า Robot Trading, System Trading หรือ AI Trading อยู่บ้าง แต่คำว่า Quantitative Trading นั้น อาจจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากนัก แม้ว่าที่จริงแล้ว ทั้ง Robot Trading, System Trading หรือ AI Trading ต่างก็เป็นส่วนนึงของ Quantitative Trading ทั้งหมด วันนี้มาดูกันว่า Quantitative Trading คืออะไร?​ แล้วจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้จริงหรือไม่?

Quantitative Trading คืออะไร?

Quantitative Trading คือกลยุทธ์ในการเทรดหรือลงทุนโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ หรือ Quantitative Analysis โดยเน้นไปที่การใช้ข้อมูลเชิงตัวเลข คำนวณด้วยระบบทางคณิตศาสตร์เพื่อหาโอกาสในการลงทุน 

การทำ Quantitative Analysis เพื่อการลงทุนแบบ Quantitative Trading นั้น มักจะใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับราคาและปริมาณการเทรดเป็นหลัก เพื่อสร้างโมเดลในการวิเคราะห์ข้อมูล

ข้อมูลที่เอามาใช้วิเคราะห์เชิงปริมาณมีอะไรบ้าง?

แม้ว่าการใช้ราคา และปริมาณการเทรดจะเป็นที่นิยม แต่การวิเคราะห์ Quantitative Analysis นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ข้อมูลบางตัว หรือการใช้กราฟทางเทคนิคเท่านั้น แต่บางครั้งก็อาจจะมีการเอาข้อมูลอื่นๆ มาสร้างโมเดลเพื่อหาโอกาสในการลงทุน หรือคำตอบอื่นๆ ที่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนได้ เช่น 

  • ปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์
  • ข้อมูลสถิติต่างๆ 
  • ข้อมูลทางเศรษฐกิจ 
  • ตัวเลข GDP 
  • อัตราการว่างงาน
  • เงินเฟ้อ
  • เงินฝืด

Quant คืออะไร?

Quant คือ Quantitative ดังนั้นจะใช้เป็นตัวย่อของ Quantitative Trading หรือ Quantitative Investment ก็ได้ แต่หลายคนก็ใช้คำว่า Quant แทนการเรียกคนที่เป็น Quantitative Analysts หรือนักวิจัยเชิงปริมาณ

เราจะใช้ Quantitative Trading ตอนไหนดี?​

ปกติแล้วสถาบันทางการเงิน และ hedge funds จะนิยมใช้กลยุทธ์แบบ Quantitative Trading หรือ Quantitative Investment เนื่องจากว่าธุรกรรมและขนาดของการลงทุนนั้นใหญ่มากๆ แต่ปัจจุบันนี้นักลงทุนรายย่อย ก็เริ่มหันมาใช้กลยุทธ์การลงทุนตามการวิเคราะห์เชิงปริมาณกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

ข้อดีของการลงทุนแบบ Quantitative Trading คืออะไร?

ข้อดีของการลงทุนโดยใช้การวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ คือการลดผลเสียจากการตัดสินใจด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ความตื่นเต้น ความกดดัน ที่อาจจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย เพราะการลงทุนแบบนี้จะใช้ข้อมูลที่มีในอดีต มาคาดการณ์ความน่าจะเป็นในอนาคต คล้ายกับการใช้ข้อมูลเพื่อพยากรณ์อากาศนั่นเอง

ข้อเสียของการลงทุนแบบ Quantitative Trading คืออะไร?

แม้จะมีข้อดีอยู่ไม่น้อย แต่การลงทุนแบบ Quantitative Trading ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ เนื่องจากเป็นการใช้ข้อมูลในอดีต บางครั้งเมื่อสภาพตลาดหรือปัจจัยต่างๆ มีการเปลี่ยนไป อาจจะทำให้โมเดลของเราที่วางไว้ไม่สามารถคาดการณ์ผลตอบแทนการลงทุน หรือชี้โอกาสการลงทุนได้อย่างแม่นยำตามที่ตั้งใจเอาไว้

ตัวอย่างผลการดำเนินงานของกองทุนที่ใช้แนวทาง Quantitative Trading

การลงทุนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีการใช้มายาวนานแล้ว วันนี้มาดูกันว่ากองทุนที่ใช้ Quant และมีผลตอบแทนที่น่าประทับใจมาอย่างต่อเนื่อง มีอะไรบ้าง

กองทุน James Simons

James Simons ได้รับฉายาว่าเป็น King of Quant เลยทีเดียว และกองทุนของเขาก็ได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วยกลยุทธ์ High Frequency Trading (HFT) ที่เน้นการเทรดค่อนข้างถี่ มีการซื้อขายอย่างรวดเร็ว

ผลตอบแทนของกองทุนโดย James Simons

กองทุน Ray Dalio

กองทุนของ Ray Dalio ที่ Bridgewater Associates นั้น เป็น Hedge Fund ที่มี Assets under management (AUM) ใหญ่ที่สุดในโลก และก็ได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่นี่เลือกใช้กลยุทธ์ Global Macro การเลือกลงทุนตามเหตุการณ์ใหญ่ๆ เช่น มุมมองด้านเศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์​ และการเมืองจากหลายประเทศ โดยใช้หลัก Quantitative และ Systematics 

ผลตอบแทนของกองทุนโดย Ray Dalio

กองทุน David Harding

กองทุนของ David Harding จาก Winton Capital Management นั้นใช้กลยุทธ์ Systematic Trend Following หรือลงทุนตามแนวโน้มของตลาดอย่างมีระบบ ซึ่งก็ได้ผลตอบแทนที่ดีมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ผลตอบแทนของกองทุนโดย David Harding

กองทุน Edward Thorp

กองทุนโดย Edward Thorp ที่ Princeton Newport Partners นั้นก็ได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจมาตลอด โดยเป็นกองทุนแรกๆ ของโลกที่เลือกใช้วิธี Quant และที่นี่เลือกใช้กลยุทธ์​ Trend Following, Hedging และการ Arbitrage 

ผลตอบแทนของกองทุนโดย David Harding

การลงทุนสาย Quantitative Investment ต้องรู้คำศัพท์อะไรบ้าง?

Quantitative Trading นั้นต้องใช้ทั้งตัวเลข ข้อมูล สูตร และโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่อาจจะมีความซับซ้อน รวมไปถึงคำศัพท์ต่างๆ ที่เราอาจจะไม่คุ้นเคย ลองมาดูสูตรการคำนวณ และตัวเลขบางอันที่จำเป็นต้องรู้ เพื่อให้เราศึกษาแนวทาง Quant ได้ลึกซึ้งขึ้นต่อไป

CAGR (Compound Annual Growth Rate) คืออะไร?

CAGR (Compound Annual Growth Rate) คือผลตอบแทนทบต้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยเป็นค่าเฉลี่ยแบบเรขาคณิต (Geometric Mean)  ซึ่งจะแตกต่างกับผลตอบแทนโดยเฉลี่ย (Average Return) ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean)

Max % Drawdown คืออะไร?

Max % Drawdown คือการอัตราการลดลงของเงินลงทุนในช่วงที่ยังมีการลงทุนอยู่ คิดจากการเอามูลค่าเงินทุนสูงสุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ลงทุน (Highest Equity High) มาลบด้วย มูลค่าเงินลงทุนที่ต่ำที่สุดหลังจากที่เคยเกิดขึ้นมา (Max Lowest Low after Highest High) 

ตัวอย่างของ Max % Drawdown 

  • ลงทุนด้วยเงิน 100 บาท ในวันที่ 1 มกราคม 2020 
  • ช่วงเดือนมิถุนายน 2020 นั้น พอร์ตของเราเติบโตขึ้น จนเงินลงทุนมีมูลค่า 1,000 บาท 
  • ในช่วงเดือนตุลาคมมูลค่าพอร์ตของเราลดลงเป็น 800 บาท 
  • หมายความว่า Max % Drawdown คือ (1,000 – 800)/1,000 = 20% นั่นเอง

Longest Drawdown คืออะไร?

Longest Drawdown คือระยะเวลาที่พอร์ตการลงทุนของเราจะใช้เพื่อกลับขึ้นมาถึงจุดสูงสุดได้ หลังจากเกิดการขาดทุนไป ส่วนใหญ่จะใช้หน่วยระยะเวลาเป็นเดือน

Mar Ratio คืออะไร?

Mar Ratio คือผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยคำนวณจาก อัตราส่วนของผลตอบแทนแบบทบต้นหรือ CAGR เทียบกับอัตราส่วนร้อยละของการลดลงของเงินทุนที่มากที่สุดหรือ Maximum % Drawdown

: % Win คืออะไร?

% Win คืออัตราส่วนการกำไรของการลงทุน เช่น เทรด 100 ครั้ง ได้กำไร 60 ครั้ง % Win ก็จะเป็น 60%

: % Loss คืออะไร?

% Loss คืออัตราส่วนการขาดทุนของการลงทุน เช่น เทรด 100 ครั้ง ขาดทุน 40 ครั้ง % Loss ก็จะเป็น 40%

Average Win และ Average Loss คืออะไร?

Average Win คือผลกำไรโดยเฉลี่ยของการลงทุน ส่วน Average Loss คือการขาดทุนโดยเฉลี่ยของการลงทุน เช่น 

  • สมมติมีการเทรด 4 ครั้ง 
  • ครั้งที่ 1 ได้กำไร 1,000 บาท 
  • ครั้งที่ 2 ได้กำไร 3,000 บาท 
  • ครั้งที่ 3 ขาดทุน 500 บาท 
  • ครั้งที่ 4 ขาดทุน 800 บาท 
  • Average Win  = (1,000+3,000)/2 = 2,000 บาท 
  • Average Loss  = (500+800)/2 = 650 บาท 

Expectancy คืออะไร?

Expectancy คืออัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง ใช้เพื่อวัดประสิทธิภาพการทำกำไรจากการลงทุน โดยมีการวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ ใช้การคำนวณโดย (Win% x Average Win) – (Loss% x Average Loss)  โดยกลยุทธ์การลงทุนที่ดี ควรจะใช้ Expectancy ที่เป็นบวก

หวังว่าวันนี้ ทุกคนคงจะได้เข้าใจเรื่อง Quantitative Trading มากขึ้น และหันมาลองศึกษาการลงทุนด้วยการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรให้กับพอร์ตของเราได้ในอนาคต อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง Zipmex แนะนำให้ศึกษาข้อมูลให้ดีที่สุด เข้าใจมากที่สุดก่อนเสมอ และทางเราสัญญาว่าจะแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้และสร้างผลกำไรไปด้วยกันต่อไป