อนาคตทางการเงินจะไปทางไหน? CeFi หรือ DeFi?

โพสต์เมื่อ December 16, 2020 ใน Articles, Opinions
ดู Articles ทั้งหมด

เมื่อเวลาพาเราเดินทางมาสู่ปลายปี 2020 จะเห็นได้ชัดว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นมีหัวข้อหนึ่งในโลกการเงินที่ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงจากยุคของการเงินในระบบการรวมศูนย์ (CeFi) ไปสู่การเงินระบบกระจายอำนาจ (DeFi) พร้อมกับการพัฒนาของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งจากเดิมที่เป็นที่สนใจในคนบางกลุ่มแต่ในปัจจุบันกำลังมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางที่เรียกว่า mass adoption หรือการยอมรับที่มากขึ้นจากคนส่วนใหญ่

คำว่า ‘decentralization’ นั้นไม่ใช่ศัพท์ใหม่ในยุคนี้ ปรากฏการณ์นี้ย้อนกลับไปในยุคของสังคมสมัยโบราณที่ผู้คนอาศัยอยู่ในชุมชนเล็ก ๆ – ชุมชนขนาดเล็กที่กระจายอำนาจ ต้องบอกว่าพวกเราผู้อ่านเกิดและเติบโตในยุคที่การรวมศูนย์ครอบคลุมทุกแง่มุมของวัฒนธรรมของเรา

แนวคิดของการกระจายอำนาจถูกนำมาใช้ใหม่ด้วย blockchain และ cryptocurrencies Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ตัวแรกที่เปิดตัวในปี 2009 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา altcoins จำนวนมากได้เดินทางตามแนวทางนี้สู่การเปิดตัวของแอปพลิเคชั่นแบบกระจาย (dApps)

คุณอาจสงสัยว่าการรวมศูนย์คืออะไรการกระจายอำนาจและต่างกันอย่างไร? มาดูกันค่ะ

Centralization คืออะไร?

Centralization หรือระบบการรวมศูนย์ คือ ระบบการควบคุมและอำนาจการปกครอง ซึ่งเป็นระบบที่ได้เพาะพันธุ์และบุกเบิกระบบราชการ โดยระบบดังกล่าวเป็นการปกครองที่การตัดสินใจถูกดำเนินการโดยบุคคลเพียงไม่กี่คน แต่ดำเนินการผ่านโครงสร้างลำดับขั้นของการยอมรับจำนวนมาก สามารถสรุปได้ว่าระบบการรวมศูนย์นั้นมีการดำเนินการเป็นหน่วยงานเดียวที่สามารถกำหนดวิธีทำงานและการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่ต้องการ องค์ประกอบเหล่านี้จึงเป็นเสมือนเสาหลักของวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบันของเรา

ทำไมเราจึงต้องรื้อระบบที่สร้างเรา? เหตุใดการกระจายอำนาจจึงเป็นความหวังของอนาคตของเรา?

เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น อำนาจที่ถูกควบคุมโดยระบบดังกล่าวมีวิวัฒนาการกลายเป็นองค์กรและหน่วยงานต่างๆ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างระเบียบความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ อย่างไรก็ตามเมื่อโครงสร้างของสังคมรวมศูนย์พัฒนามากขึ้น และมีความซับซ้อนมากขึ้น ประสิทธิภาพที่ลดลงจึงเป็นความจริงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในระบบรวมศูนย์ 

เนื่องจากการตัดสินใจอยู่ในระดับที่สูงสุดและผ่านตัวกลาง จึงเห็นได้ชัดว่าระบบการรวมศูนย์นำไปสู่การควบคุมแบบพีระมิดซึ่งผู้ที่นั่งอยู่ด้านบนจึงเป็นผู้ตัดสินใจ เช่นเดียวกับพีระมิด ยิ่งฐานมีขนาดใหญ่อำนาจก็จะกระจุกตัวอยู่ที่ด้านบนมากขึ้น จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะอนาธิปไตยมากขึ้น ส่งผลให้ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลเป็นประเด็นที่พบกับความท้าทายมากขึ้น 

เราสามารถเชื่อถือระบบได้จริงหรือ?

ความปลอดภัยยังเป็นปัญหาหลักสำหรับระบบรวมศูนย์ เนื่องจากระบบนั้นมีความเสี่ยงต่อแฮกเกอร์ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะพบเจอกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่าง ๆ มากกว่าระบบที่กระจายอำนาจ โดยหากบัญชีธนาคารของคุณถูกแฮ็กคุณอาจไม่สามารถเข้าถึงเงินของคุณได้ทั้งหมด

ระบบรวมศูนย์นั้นมีการเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับบริการต่าง ๆ โดยค่าธรรมเนียมเหล่านี้แตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการ ทั้งนี้ ระบบเหล่านี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมและควบคุมได้ง่ายเช่นกัน

ความรู้สึกที่คลุมเครือและความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนของระบบเป็นปัญหาที่เราต้องแก้ไข หรือนี่อาจหมายความว่าระบบที่สร้างเราได้พัฒนากลายเป็นกับดักของการพัฒนาเรา? เราต้องเป็นผู้นำและมองหาระบบสนับสนุนที่ดีกว่าสำหรับการเติบโตที่ดีขึ้น

สังคมของเราต้องการระบบที่ปลอดภัยและผู้ใช้สามารถไว้วางใจและความน่าเชื่อถือได้ ช่องโหว่ในการบริการนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจเป็นระบบที่หน่วยงานที่ควบคุม และมีอำนาจต่อการประมวลผลได้ เช่นเดียวกับระบบการเงินของเรา

CeFi คืออะไร?

Centralized Finance (CeFi) เป็นระบบที่คำสั่งทั้งหมดถูกควบคุม โดยหน่วยแลกเปลี่ยนกลางเดียวโดยปราศจากการแข่งขันกัน ระบบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อดำเนินการค้าที่เป็นธรรม และถือกำเนิดเพื่อให้คำสั่งซื้อทั้งหมดถูกส่งผ่านการแลกเปลี่ยนกลางซึ่งหมายความว่าราคาที่ระบุไว้ในการแลกเปลี่ยนกลางเป็นราคาเดียวสำหรับผู้ซื้อ

ระบบการเงินในปัจจุบันของเรามีการรวมศูนย์ในระดับที่สูง จากการที่สถาบันภาครัฐมีการตีพิมพ์และควบคุมสกุลเงินกระดาษ ผ่านทางธนาคาร โดยธนาคารมีอำนาจในการควบคุมบัญชีของคุณทั้งหมด

บุคคลที่สามสามารถควบคุมทรัพย์สินและเงินทั้งหมดของคุณ และคุณต้องไว้วางใจพวกเขาเพื่อรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สินเหล่านี้ อีกทั้ง พวกเขายังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจำนวนมากสำหรับการบริการของพวกเขา

ข้อดีของระบบการเงินแบบรวมศูนย์

  •  การแลกเปลี่ยนแบบรวมศูนย์: ช่วยให้การค้าที่เป็นธรรมเป็นคําสั่งซื้อและขายจะทําผ่านการแลกเปลี่ยนกลาง
  • ความยืดหยุ่นในการแปลงรูปแบบของเงิน: การเปลี่ยนเงินกระดาษเป็นสกุลเงินดิจิตอล และในทางกลับกันนั้นค่อนข้างง่าย
  • ความพร้อมใช้งานของบริการ Cross-chain: รองรับเหรียญที่ออกบนแพลตฟอร์มบล็อกเชนอิสระ
  • คุณสมบัติ: ให้คุณสมบัติเพิ่มเติมแก่ผู้ใช้เมื่อเทียบกับ DeFi
  • กฎระเบียบ: มันง่ายกว่าที่จะควบคุม
  • ความนิยม: เป็นที่นิยมมากกว่า DeFi

จากข้อมูลข้างต้นนั้น สามารถสรุปได้ว่า CeFi เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้มีความเชื่อมั่นในสถาบันการเงินที่อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มเพื่อจัดการเงินทุนของพวกเขา และสร้างความมั่นใจได้ว่าการทำงานของแพลตฟอร์มยังคงเป็น going concern ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของบุคลากรมนุษย์นั้นมีช่องโหว่สำหรับข้อผิดพลาดของมนุษย์ ทั้งนี้ ยังมีหลายกรณีของการแฮ็ค และกิจกรรมที่เป็นอันตรายอื่น ๆ

DeFi กำจัดประเด็นดังกล่าวที่ CeFi ขาด โดยการสร้างระบบธนาคารขึ้นใหม่

DeFi คืออะไร? 

Decentralized Finance (DeFi) เป็นระบบการเงินรูปแบบใหม่ในโลกดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง ที่ไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่สาม โดย DeFi ช่วยให้ผู้ใช้จัดการเงินของตนได้อย่างอิสระในขณะที่พวกเขาถือกุญแจส่วนตัว (Private Key) ของตนเองเพื่อยืนยันการทำธุรกรรมบนเทคโนโลยีบล็อกเชนและโดยปราศจากบุคคลที่สาม

สกุลเงินดิจิทัล และแอปพลิเคชั่นแบบกระจาย (dApps) เป็นตัวอย่างที่ดีของระบบการเงินรูปแบบใหม่ในโลกดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง โดยไม่มีองค์กรใดที่มีอำนาจใรการควบคุมทั้งหมด อย่างไรก็ดีระบบการทำงานดังกล่าวมีความสามารถในการทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากระบบดังกล่าวเป็นระบบ peer-to-peer ซึ่งผู้ใช้สามารถโอน รับ และแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลกับใครก็ได้ในโลก โดยมีค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย หรืออาจไม่มีเลย

อีกทั้ง บุคคลที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินแบบรวมศูนย์สามารถเข้าถึง DeFi และ dApps ได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้ DeFi ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และมีมูลค่าตลาดทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์

ข้อดีของระบบกระจายอำนาจทางการเงิน

  • การเข้าถึงการเงินแบบกระจายอำนาจและความเป็นส่วนตัว: ทุกคนที่มีกระเป๋าเงินดิจิทัลสามารถใช้แพลตฟอร์มได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และไม่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคล
  • เอกราช: ไม่มีอำนาจจากส่วนกลางที่มีอำนาจในการควบคุมทรัพย์สินและธุรกรรมของคุณ
  • ความโปร่งใส: ข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะและทุกคนสามารถเข้าถึงได้
  • ความปลอดภัย: มีความปลอดภัยมากกว่าการเงินแบบรวมศูนย์เนื่องจากวิธีการเข้ารหัสต่างๆ ข้อมูลจะกระจายไปตามโหนดต่างๆทำให้แฮกเกอร์เข้าถึงได้ยากขึ้น
  • ไม่มีคนกลางอีกต่อไป: DeFi ไม่จำเป็นต้องมีคนกลางดังนั้นจึงเชื่อมต่อผู้ใช้โดยตรงโดยไม่ต้องตัดกำไรหรือธุรกรรม

Centralised Finance vs Decentralised Finance

เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบของ DeFi ที่มีต่อระบบนิเวศทางการเงินในปัจจุบันของเรานั้น หนึ่งในสิ่งสำคัญ คือต้องสรุปการปรับปรุงที่มีต่อระบบปัจจุบันของเราและสิ่งที่ DeFi กำจัดข้อบกพร่องและออกมาเติมเต็มสิ่งที่ CeFi ไม่สามารถให้กับเราได้ ระบบ Defi มีความได้เปรียบ และคุณอาจสงสัยว่าเพราะอย่างไรจึงเป็นเช่นนั้น เรามาดูกันเลยค่ะ 

เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญและเป็นทางออกสำหรับการเก็บบันทึก บนเครื่องในเครือข่าย ที่ไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์กลางในการส่งข้อมูล

โดยเครื่องจักรที่ถูกเชื่อมต่อนั้นถูกกำหนดให้มีระบบการทำงานที่สอดคล้องกันเพื่อจัดเก็บและแบ่งปันข้อมูล จากนั้นข้อมูลจะถูกจัดเก็บไว้ในบัญชีแยกประเภทซึ่งแม้แต่การแก้ไขที่เล็กที่สุดก็ต้องมีมติเอกฉันท์ของเครื่องทั้งหมดสำหรับข้อมูลนั้นที่จะเปลี่ยนแปลง  

กลไกดังกล่าวนั้นหักล้างข้อบกพร่องของระบบการรวมศูนย์ โดยการมองความปลอดภัย เสถียรภาพและความโปร่งใสในระบบที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ Blockchain เป็นตัวอย่างของเทคโนโลยีบัญชีของระบบกระจายอำนาจซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของการดำเนินงาน และการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น สกุลเงินดิจิทัล การมีสถานะดิจิทัลที่ไม่สามารถแปลงรูปได้นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสกุลเงินดิจิทัลหรือ Cryptocurrency

อีกทั้ง การพัฒนาดังกล่าวยังช่วยขจัดปัญหาของการนับซ้ำ(Double-Spending) ทั้งนี้ แม้การเดินทางของสกุลเงินดิจิทัลยังมีเส้นทางอีกยาวไกล ก่อนที่จะกลายเป็นการซื้อตามกฎหมายสากล เทคโนโลยีใหม่นี้มีศักยภาพมากมายสำหรับอนาคตโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเพิ่มขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลซึ่งมีสกุลเงินดิจิทัลจำนวนมากในปัจจุบัน

Bitcoin ถือกำเนิดขึ้นหลังจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 2008 (The Great Depression) เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นล้มเหลว และให้สกุลเงินกระดาษมีปรับมูลค่าน้อยลง รวมถึงมูลค่าของสินทรัพย์ที่มีการปรับตัวลดลงจากภาวะเงินเฟ้อ โดยปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลพิมพ์เงินกระดาษมากกว่าที่กำหนด

อย่างไรก็ดี ระบบกระจายอำนาจไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยในชีวิตจริงเช่นการล่มสลายของตลาดภาวะเงินเฟ้อ และปรากฏการณ์อื่น ๆ

ถึงแม้การออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currencies – CBDCs) นำพาซึ่งความท้าทาย และความซับซ้อนต่าง ๆ การใช้ระบบดังกล่าวในจำนวนมากจะส่งผลให้กิจกรรมทางการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงสามารถเห็นได้ว่า เทคโนโลยีใหม่นี้มีศักยภาพสูงสำหรับอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเพิ่มขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลซึ่งในขณะนี้มีสกุลเงินดิจิทัลอยู่ที่ 7,992 เหรียญ (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2020)

อนาคต

เมื่อโลกมีวิวัฒนาการที่ซับซ้อนมากขึ้นนั้น ระบบที่สร้างเราขึ้นมากลายเป็นระบบที่เราต้องปลีกตัวออกเพื่อการพัฒนาขั้นถัดไปส่งผลให้เห็นว่าการกระจายอำนาจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่ อนึ่ง เทคโนโลยีบล็อกเชนทำให้เรามีความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการกำกับดูแลธุรกิจและการสื่อสารทั้งในแง่ของการจัดเก็บข้อมูลและการแบ่งปันข้อมูล

ณ ตอนที่ ระบบการเงินแบบกระจายอำนาจถือกำเนิดขึ้นนั้น มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกทึ่ง และไม่ได้ลงทุนด้วยเงินของพวกเขา แต่เมื่อพวกเขาเห็นข้อบกพร่องของระบบการเงินแบบรวมศูนย์ บุคคลเหล่านั้นจึงเริ่มหันมาให้ความรู้ และลงทุนโดยใช้ระบบการเงินกระจายอำนาจมากขึ้น

การเพิ่มขึ้นของการสนับสนุนในระบบการเงินแบบกระจายอำนาจแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่น่าจับตามองในการแก้ไขข้อบกพร่องของระบบการเงินแบบรวมศูนย์ ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือตลาด Bitcoin เนื่องจากสามารถเห็นได้ชัดว่าราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้นในปีนี้หลังจากเกิดปรากฏการณ์ราคาของ Bitcoin ที่ปรับตัวลงต่ำที่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและปัจจุบันสูงกว่า 19,000 ดอลลาร์ และมีมูลค่าตลาดต่ำกว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรกของปี อย่างไรก็ดี ใน ขณะนี้ Bitcoin มีมูลค่าตลาดมากกว่า 350 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Disruption ดังกล่าวนั้นเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่จะช่วยยกระดับระบบการเงินให้เติบโตไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นการพัฒนาการของระบบกระจายอำนาจจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองเพราะเป็นเทคโนโลยีที่จะกำหนดอนาคตของเราทุกคน