กลยุทธ์การลงทุนยามตลาดผันผวน: ถือยาว หรือ เก็งกำไรระยะสั้น

โพสต์เมื่อ December 24, 2020 ใน Podcasts, Crypto Talk
ดู Podcasts ทั้งหมด

แน่นอนว่าในช่วงที่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลเป็นช่วงขาขึ้น ความสนใจเข้ามาลงทุนจากนักลงทุนทั้งมือใหม่และมือเก๋าต่างก็พุ่งสูงขึ้นมากตามไปด้วย เราได้เห็นราคาของเหรียญหลักๆ อย่าง BTC ETH XRP LTC BCH และเหรียญ Altcoin ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมาก ต่างก็ราคาขึ้นไปพร้อมๆ กันกว่า 400% ในระยะเวลาไม่นาน นอกจากการตัดสินใจว่าจะลงทุนเหรียญไหนดีแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือกลยุทธ์ในการลงทุนในยามที่ตลอดผันผวนแบบนี้ ว่านักลงทุนควรจะซื้อถือยาว หรือลงทุนระยะสั้นดี วันนี้ลองมาดูกัน

กลยุทธ์ซื้อแล้วถือยาว (Buy and Hold)

Buy and Hold เป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนสาย Quantitative นิยมใช้ทดสอบกัน วิธีง่ายๆ ก็คือการซื้อสินทรัพย์แล้วถือครองไว้ยาวๆ แบบไม่มีการขายออก  วันนี้เราจะลองมาทดสอบดูว่าถ้าเราใช้กลยุทธ์นี้ในการลงทุนบิทคอยน์แล้ว การลงทุนของเราจะหน้าตาเป็นอย่างไร

ทดสอบกลยุทธ์ Buy and Hold

  • ตั้งต้นเงินลงทุน 1 ล้านบาท
  • ทดสอบระหว่าง 1 มกราคม 2015 ถึง 1 สิงหาคม 2020
ผลตอบแทนจากการทดสอบการลงทุนด้วยกลยุทธ์ Buy and Hold

จากเงินตั้งต้น 1 ล้านบาทที่เราใช้ซื้อบิทคอยน์ไว้ตอนแรก เวลาผ่านไป 5 ปีกับ 8 เดือน เงินของเราจะงอกเงยเพิ่มขึ้นเป็น 42.5 ล้านบาท! หรือคิดเป็นผลตอบแทน 4153% เลยทีเดียว ซึ่งถ้าเราเอาตัวเลขมาคำนวณผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแล้ว เรียกได้ว่าผลตอบแทนต่อปีสูงถึง 96% เลยทีเดียว 

Max drawdown % ของ กลยุทธ์ Buy and Hold

แน่นอนว่าผลตอบแทนแบบนี้คงน่าสนใจสำหรับหลายๆ คน เพราะเรียกได้ว่ายากที่จะหาสินทรัพย์อื่นที่สร้างผลตอบแทนได้เท่านี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ระหว่างนี้เราต้องดูตัวเลข Max drawdown % หรือช่วงเวลาที่พอร์ตของเราลดต่ำลงมากที่สุด และ  Max drawdown % ในเคสนี้ก็สูงถึง 83% พูดง่ายๆ ก็คือ ระหว่างการถือยาวๆ ห้าปีกว่านี้ มีช่วงหนึ่งที่เราดูเหมือนจะขาดทุนติดลบ 83% ในช่วงสิ้นปี 2018 ซึ่งโดยปกติแล้ว แทบไม่มีใครจะยอมรับการขาดทุนหนักแบบนี้ได้เลย เพราะว่ามันเยอะมากๆ

นักลงทุนสาย Quantitative Investor เลยไม่ใช้การคำนวณแบบนี้โดยตรง แต่เราใช้ Mar Ratio  เพื่อคำนวณผลตอบแทนต่อความเสี่ยง โดยใช้ ผลตอบแทนต่อปี หารด้วย Max drawdown % เราจึงใช้ 96/83 = 1.16 เรียกได้ว่าเป็นค่ากลางๆ เพราะว่าความเสี่ยงกับผลตอบแทนไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ ซึ่งตัวเลขนี้ก็คือตัวเลขที่แสดงในตารางใต้กราฟ ที่ภาพประกอบด้านบนนี้เอง

อีกตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นรายเดือน จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนของบิทคอยน์ในช่วงเดือน มกราคม มีนาคม และ กันยายน โดยเฉลี่ยจะติดลบ โดยเดือนมกราคมติดลบเฉลี่ย -6.49 % มีนาคมติดลบเฉลี่ย -11.82 % และกันยายน ติดลบเฉลี่ย -4.49 % ตัวเลขนี้มีประโยชน์ในการช่วยให้เรากลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ว่า ในช่วงเวลานั้นๆ เกิดอะไรขึ้นที่กระทบต่อผลตอบแทนของการลงทุนในบิทคอยน์ และอาจจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการลงทุนในช่วงที่ความเสี่ยงสูงไม่คุ้มกับผลตอบแทนได้

กลยุทธ์ทำกำไรระยะสั้น จับจังหวะซื้อขายโดยใช้ Technical Analysis

เพื่อหลีกเลี่ยงการชี้นำในการลงทุน เราจะไม่พูดถึงเงื่อนไขในการซื้อขายและกลยุทธ์นี้ แต่เราจะลองมาดูผลตอบแทนจากการทดลองกัน

ทดสอบกลยุทธ์ จับจังหวะซื้อขายโดยใช้ Technical Analysis (แบบมีค่าธรรมเนียม)

  • ตั้งต้นเงินลงทุน 1 ล้านบาท
  • ทดสอบระหว่าง 1 มกราคม 2015 ถึง 1 สิงหาคม 2020
  • ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย 0.2 %

เงินลงทุนตั้งต้นของเรา 1 ล้านบาท ขยับมาเป็น 30 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นผลตอบแทน 2900% ในช่วง 5 ปีกับ 8 เดือน และมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 84.11% ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเติบโตน้อยกว่ากลยุทธ์ถือยาวประมาณ​ 12 ล้านบาทเลยทีเดียว 

Max drawdown % ของ กลยุทธ์จับจังหวะซื้อขายโดยใช้ Technical Analysis

แม้ผลตอบแทนจะดูน้อยกว่า แต่ด้วยกลยุทธ์การซื้อขายที่ชัดเจนระหว่างทาง ทำให้เราสามารถป้องกันพอร์ตจากความเสียหาย เช่นการติดลบเยอะๆ เกินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพราะสามารถซื้อขายได้ระหว่างทาง ทำให้กลยุทธ์นี้มี Max drawdown% อยู่ที่เพียง 39% เรียกได้ว่าน้อยกว่ากลยุทธ์แรกกว่าครึ่งเลยทีเดียว นี่หมายความว่า Mar Ratio ของกลยุทธ์นี้จึงมีค่าที่สูงขึ้นเป็น 2.16 แปลว่าผลตอบแทนต่อความเสี่ยงดีขึ้นกว่าการถือระยะยาว และกลยุทธ์นี้ก็เรียกได้ว่ามีความแม่นยำพอสมควร ถึง 62.5% พูดง่ายๆ ก็คือ เทรด 100  ครั้ง ได้กำไร 62 ครั้ง จากรูปประกอบจะเห็นว่าในช่วงปี 2017 เราจะได้ผลตอบแทนมากที่สุด เรียกว่าพอร์ตบวกไป 596.51% เลยทีเดียว ในขณะที่ในช่วงห้าปี เราจะขาดทุนแค่ปีเดียวคือ 2018 โดยขาดทุนอยู่ที่ 15.61%

ผลการทดสอบของทั้งสองกลยุทธ์นี้ไม่ได้เป็นข้อสรุปว่ากลยุทธ์ไหนจะดีกว่ากัน เพราะว่านักลงทุนแต่ละคนก็มีความเชื่อและความถนัดในการใช้กลยุทธ์แต่ละอันที่แตกต่างกัน เช่นการซื้อแล้วถือยาว อาจจะใช้เวลาที่ต้องมาดูตลาดน้อยกว่า ได้กำไรเยอะกว่า แต่ช่วงขาดทุนก็อาจจะหนักกว่า ส่วนการเก็งกำไรระยะสั้นที่แม้ดูเหมือนจะได้กำไรน้อยกว่า แต่ช่วงที่ขาดทุนก็ไม่ลงไปต่ำเท่า ไม่เครียดเท่า แต่ก็ต้องใช้เวลามากกว่าเช่นกัน 

อีกปัจจัยที่อาจจะส่งผลต่อกำไรในการลงทุนของทุกคนได้ ก็คือค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย เราเลยจะลองมาดูกันว่า ถ้าเราลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้นเหมือนเดิม แต่ไม่มีค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่อาจจะบอกไว้ก่อนว่าลงทุนระยะสั้นของเราไม่ได้ซื้อขายถี่ขนาดวันละหลายๆ ครั้ง แต่จะเป็นแนว Short Term Trading มากกว่า

กลยุทธ์ทำกำไรระยะสั้น จับจังหวะซื้อขายโดยใช้ Technical Analysis (แบบไม่มีค่าธรรมเนียม)

  • ตั้งต้นเงินลงทุน 1 ล้านบาท
  • ทดสอบระหว่าง 1 มกราคม 2015 ถึง 1 สิงหาคม 2020
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย

จะเห็นได้ว่า เงินตั้งต้นของเราจะเพิ่มขึ้นจาก 1  ล้านบาท เป็น 37.5 ล้านบาท เลยทีเดียว และถ้าเทียบกับเคสที่มีค่าธรรมเนียมแล้วหักลบกัน จะพบว่าค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่ายตลอดช่วงห้าปีกว่าๆ นั้นสูงถึง 7.5 ล้านบาท! สำหรับนักลงทุนที่เทรดกันมานานและซื้อขายบ่อยๆ ก็น่าจะคุ้นเคยกับความเจ็บปวดจากค่าธรรมเนียมเป็นอย่างดี 

นี่คือสาเหตุที่ Zipmex เปิดให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้แบบฟรีๆ ไม่มีค่าธรรมเนียม เท่าเทียมเท่ากันทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดหน้าใหม่ หรือผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดมาในวงการยาวนาน จะถือยาวหรือเก็งกำไรระยะสั้น ก็เริ่มเทรดได้แบบฟรีๆ แล้วแบบนี้จะไปเทรดที่อื่นให้เสียค่าธรรมเนียมทำไม ใช่มั้ยล่ะ?