กลยุทธ์ Asset Rotation ทำกำไรโดยไม่ต้องใช้ Technical Analysis

โพสต์เมื่อ December 24, 2020 ใน Podcasts, Quantable
ดู Podcasts ทั้งหมด

การวิเคราะห์ปัจจัยทางด้านเทคนิคเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ และพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ ว่าจะช่วยให้ผลตอบแทนการลงทุนเป็นที่น่าพอใจมากขึ้น แต่ใช่ว่านักลงทุนทุกคนจะสามารถใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจกับ Technical Analysis จนเชี่ยวชาญและได้ผลการตอบแทนที่คุ้มค่าได้ครับ ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงกลยุทธ์ Asset Rotation ที่จะช่วยให้ทุกคนเพิ่มโอกาสทำกำไรจากการลงทุนได้ โดยที่ไม่ต้องใช้วิธีซับซ้อนมากจนเกินไปครับ ซึ่งกลยุทธ์ Asset Rotation ก็มาจากการรวมตัวกันของ Asset Allocation และ Sector Rotation ครับ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับทั้งสามกลยุทธ์นี้ พร้อมพิสูจน์ Asset Rotation Strategy ไปด้วยกันครับ

Asset Allocation คืออะไร?

Asset Allocation คือการจัดการสินทรัพย์​ โดยการกระจายเงินไปลงทุนในหลายๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน หรือหลักทรัพย์ต่างๆ โดยพิจารณาการลงทุนจากผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับบวกกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน และระยะเวลาการลงทุน เพื่อกำหนดสัดส่วน ว่าจะไปลงทุนในส่วนไหนเป็นเท่าไหร่ครับ

Sector Rotation คืออะไร?

Sector Rotation คือการสลับอุตสาหกรรมในการลงทุน โดยเปลี่ยนกลุ่มไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น เปลี่ยนกลุ่มการลงทุนทุก 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน หรือ 1 ปี โดยอาจจะเปลี่ยนตามวงจรเศรษฐกิจ การเติบโตของกลุ่มธุรกิจนั้นๆ หรือตามฤดูกาลก็ได้ครับ

Asset Rotation คืออะไร?

Asset Rotation คือการสลับสินทรัพย์เพื่อลงทุนตามโอกาสการเติบโต หรือผลตอบแทนการลงทุน โดยมีการสลับตามความถี่เหมาะสมด้วย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้เราไม่ต้องใช้เวลาไปกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคมากนัก แต่ก็ยังทำกำไรที่อย่างเหมาะสมครับ 

แต่กลยุทธ์ Asset Rotation ก็ยังมีความยากในรูปแบบของตัวเองอยู่ ไม่ใช่ว่าจะเลือกกลุ่มสินทรัพย์ แล้วกำหนดความถี่ไปเลยว่าจะสลับทุก 6 เดือนหรือ 1 ปีแบบง่ายๆ

ภาพรวมของ Asset Class Return จาก J.P.Morgan

ภาพด้านบนนี้เป็นตาราง Asset Class Return จาก J.P.Morgan ที่แสดงผลตอบแทนของสินทรัพย์หลักทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว, ผลตอบแทนของตลาดหุ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา, ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์​, หรือ High Yield Bond ครับ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี 2005 ถึงปี 2020 นั้น สินทรัพย์แต่ละชนิดก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ต่างกันไป เราจึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสินทรัพย์ไหนจะให้ผลตอบแทนดีในปีถัดไป หรือจะมีสินทรัพย์ใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีเกินตัวที่เราคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้การเลือกสินทรัพย์ที่จะนำมาลงทุนด้วยกลยุทธ์ Asset Rotation นั้นไม่ง่ายเลยครับ 

การเลือกสินทรัพย์ในการลงทุนนั้นมีหลายวิธี และอีกหนึ่งมุมมองในการเลือกสินทรัพย์ก็คือ Factor Rotation หรือการจัดการหมุนเวียนเงินลงทุนโดยอ้างอิงจากปัจจัยหลายๆ อันที่ต่างกัน เช่น Market Cap หรือ Quality ของสินทรัพย์นั้นๆ โดยปัจจัยที่ใช้ตัดสินมีหลากหลายมากๆ ตามรูปประกอบด้านล่างนี้ครับ 

Chart, treemap chart

Description automatically generated

จะเห็นได้ว่าในแต่ละปี ก็จะมีปัจจัยการลงทุนที่โดดเด่นต่างกันไปครับ สำหรับปี 2020 จะเห็นว่าปัจจัยด้านแนวโน้มของราคา หรือ Momentum นั้น ให้ผลตอบแทนโดดเด่นถึง 18.5% และถ้าเรามองผลตอบแทนเฉลี่ยโดยรวมแล้ว Momentum ก็ยังเป็นปัจจัยที่ให้ผลการตอบแทนที่ดีที่สุดถึง 11% เลยทีเดียว วันนี้เราจะมาทดสอบกันดูว่า เราจะใช้ปัจจัยด้านแนวโน้มของราคาหรือเจ้า Momentum นี้ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ดีที่สุดได้อย่างไรครับ 

ทดสอบกลยุทธ์ Asset Rotation ด้วย ปัจจัย Momentum

การทดสอบครั้งนี้ เราจะรวมสินทรัพย์การลงทุนทั่วโลกเข้ามา รวมไปถึงสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ด้วยครับ โดยเราจะทดสอบกันในสองมุมมองคือ

การทดสอบครั้งนี้ เราจะรวมสินทรัพย์การลงทุนทั่วโลกเข้ามา รวมไปถึงสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ด้วยครับ โดยเราจะทดสอบกันในสองมุมมองคือ

  1. เลือกลงทุนตาม Momentum แนวโน้มของราคาที่เพิ่มขึ้น ถ้ามี Momentum ที่ดี เติบโตเยอะ หมายความว่าสินทรัพย์นี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต หรือที่เราเรียกว่า Top Rate of Change
  2. เลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ปรับตัวลดลง และราคาขึ้นช้ากว่าสินทรัพย์อื่นๆ เป็นการเข้าช้อนซื้อสินทรัพย์ในราคาต่ำ เพื่อคาดหวังผลกำไรในอนาคต หรือเรียกได้ว่า Bottom Rate of Change

เงื่อนไขการทดสอบ 

  • เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่างความถี่ในการสลับสินทรัพย์ 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน, และ 1 ปี
  • ช่วงเวลาการทดสอบคือ 1 มกราคม 2015 จนถึง 30 ตุลาคม 2020 
  • เงินลงทุนตั้งต้น 1 ล้านบาท 
  • ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย 0.2 %

ผลการทดสอบกลยุทธ์ Asset Rotation

ผลการทดสอบการลงทุนแบบ Asset Rotation

จากตารางผลลัพธ์การทดสอบนั้น จะเห็นผลการทดสอบได้ดังนี้ครับ 

การสลับสินทรัพย์บ่อยๆ ให้ผลตอบแทนสู้การรอผลกำไรระยะยาวไม่ได้

จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์แบบไหน การ Rotation หรือสลับกลุ่มการลงทุนบ่อยๆ จะทำให้ผลตอบแทนลดลงครับ เรียกได้ว่าต้องให้เวลาสินทรัพย์ได้พิสูจน์ตัวเองสักนิด แล้วจะพบว่าผลกำไรคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการขาดทุนเฉลี่ย (Avg.Profit/Loss %) 

และที่สำคัญก็คือการสลับสินทรัพย์บ่อยๆ ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมซึ่งก็คือค่าธรรมเนียมนั้นสูงอย่างเห็นได้ชัด เช่น การเปลี่ยนสินทรัพย์เดือนละครั้ง จะมีต้นทุนค่าธรรมเนียมถึง 21.22% และ 14.05% เทียบกับการสลับแค่ปีละครั้ง ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1% เท่านั้นครับ 

สินทรัพย์ที่มีการเติบโตดี จะส่งผลดีกับผลตอบแทน

จะเห็นได้ว่าสินทรัพย์ที่มีการเติบโตที่ดี จะช่วยให้ผลตอบแทนของเราชนะตลาดได้ครับ อย่างผลการทดสอบนี้ แม้จะเป็นการทดสอบในช่วงที่ตลาดหุ้นค่อนข้างหนักหน่วง แต่เรามีสินทรัพย์ดิจิทัลที่เติบโตขึ้นมากในช่วง 5-6 ปี ทำให้ผลตอบแทนยังน่าประทับใจอยู่ครับ

Momentum Factor ให้ผลดีกับการลงทุนในระยะสั้น

จากผลการทดสอบจะเห็นได้ว่า การเลือกการลงทุนแบบ Top Rate of Change หรือทฤษฎีที่ว่าแนวโน้มราคาขาขึ้น หมายความว่าเราจะได้กำไรนั้น ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าแบบ Bottom Rate of Change หรือการช้อนซื้อแบบเห็นได้ชัดในระยะที่สั้นกว่าหนึ่งปี

แต่เมื่อเรากลับมาดูการหมุนเวียนการลงทุนทุกหนึ่งปี จะพบว่าการลงทุนแบบ Bottom Rate of Change กลับพลิกกลับมาให้ผลตอบแทนที่ดีได้ในอนาคต ดังนั้นแล้วสำหรับการลงทุนในระยะยาว อาจจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่กระทบกับการลงทุนมากกว่าแนวโน้มของราคา หรือ Momentum เช่น Value Factor  ครับ

จะเห็นได้ว่า Asset Rotation นั้นไม่ได้ง่ายมากจนใครๆ ก็ทำได้ แต่ก็สามารถทำความเข้าใจได้ และอาจจะง่ายกว่าการทำ Technical Analysis สำหรับบางคนครับ Zipmex ตั้งใจที่จะเล่าเทคนิคการลงทุนให้ครบถ้วนทุกมุมมองเท่าที่เราจะสามารถทำได้ โดยหวังว่าทุกคนจะสามารถเอาไปศึกษาเพิ่มเติม และต่อยอดเป็นกลยุทธ์การลงทุนของตัวเองได้ เพื่อผลตอบแทนในการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน อย่าลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ เราควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน และลึกที่สุด ก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้งนะครับ