Diversification หรือ All In ในคริปโต แบบไหนได้ผลตอบแทนดีกว่า?

December 28, 2020

เราคงได้เห็นบทความหรือผลทดสอบเปรียบเทียบการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลกับสินทรัพย์อื่นๆ มาบ่อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมุมมองทางด้านผลตอบแทนหรือความเสี่ยงในการลงทุน รวมถึงบทความที่ผ่านมาของ Zipmex ด้วย วันนี้เราจะลองมาดูการทดลองแบบใหม่ เปรียบเทียบระหว่างการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยกันเองนี่แหละ แต่เป็นการเทียบระหว่าง Diversification หรือการลงทุนในหลายๆ เหรียญเพื่อกระจายความเสี่ยง กับ การลงทุนในเหรียญเดียวทั้งหมดไปเลย  (All In) 

Diversification หรือ All In ดี?

นักลงทุนหลายคนเชื่อว่าถ้าเราหา “สินทรัพย์เปลี่ยนชีวิต” เจอ แล้วเลือกลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ตัวเดียวนั้นไปเลย จะสร้างผลตอบแทนที่สูงมากๆ แบบเปลี่ยนชีวิตได้ แต่ในขณะเดียวกัน นี่ก็หมายความว่าเรากำลังฝากเงินลงทุนทั้งหมดไปกับสิ่งเดียว เรียกว่าถ้าลงผิดทีถึงกับชีวิตเปลี่ยน ในขณะที่นักลงทุนหลายคนก็มองว่าการกระจายความเสี่ยงไปหลายๆ ที่ โดยลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มกับความเสี่ยงมากกว่า

สำหรับสินทรัพย์อื่นๆ เราอาจจะเห็นบทวิจัยมาพิสูจน์ทฤษฎีกันมากมาย ว่าระหว่างสองแบบนี้ ทางไหนให้ผลตอบแทนมากกว่า แต่ในโลกของสินทรัพย์ดิจิทัล นี่เป็นครั้งแรกๆ ที่เราจะได้มาทดสอบกันว่ากลยุทธ์ไหนจะสร้างกำไรมากมายได้ในโลกคริปโต มาดูผลการทดสอบที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่หลายที่ต้องเสียเงินและทรัพยากรลงทุนเพื่อหาข้อมูลได้ แบบฟรีๆ กันที่นี่เลย  โดยการทดสอบครั้งนี้เราจะใช้กลยุทธ์​ Turtle Trading System

กลยุทธ์ All In 

กราฟแสดงผลตอบแทนของกลยุทธ์ All in ในบิทคอยน์
กราฟแสดงผลตอบแทนของกลยุทธ์ All in ในบิทคอยน์

สำหรับกลยุทธ์ All In นี้ เราจะเลือกลงทุน 1  ล้านบาท ไปที่บิทคอยน์ทั้งหมด 100% ในช่วงเวลาระหว่าง มกราคม 2015 จนถึง กรกฎาคม 2020 และผลลัพธ์ก็เป็นดังภาพด้านบน จะเห็นได้ว่ากราฟเงินทุน (Equity Curve) เส้นสีฟ้า มีการเติบโตขึ้นสูงมากๆ นั่นก็คือผลตอบแทนที่เราได้ จากราคาบิทคอยน์ที่เป็นขาขึ้นยาวนานนั่นเอง และแน่นอนว่าเมื่อเรามีกลยุทธ์จุดขายที่ชัดเจน แม้ระหว่างทางจะมีการปรับตัวลงบ้าง เราก็เอาตัวรอดจากความเสียหายได้ไม่ยาก

ผลตอบแทนการลงทุนตั้งแต่ต้นปี 2015 นั้น CAGR อยู่ที่ 115% ต่อไป และ Max DD % อยู่ที่ 49% เท่ากับว่าค่า Mar Ratio ของเรานั้นอยู่ที่ 2.3 แบบที่เรียกได้ว่าเยอะกว่าสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงอื่นๆ แบบแทบจะเทียบกันไม่ได้ แม้ว่าผลตอบแทนที่เราเห็นมันจะดูดีไม่น้อยแล้ว แต่การทดสอบของเรายังพบวิธีอื่นที่สร้างกำไรได้มากกว่าการลงทุนแบบซื้อสินทรัพย์เดียว นั่นก็คือการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนนั่นเอง

กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง Diversification Strategy

กราฟแสดงผลตอบแทนของกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง Diversification Strategy ในบิทคอยน์
กราฟแสดงผลตอบแทนของกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง Diversification Strategy ในบิทคอยน์

สำหรับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงนี้ เราจะเลือกแบ่งเงินลงทุน 1  ล้านบาทไปลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดห้าตัว ในช่วงมกราคม 2015 ถึง กรกฎาคม 2020 โดยแต่ละตัวจะได้รับสัดส่วนการลงทุนเท่าๆ กันที่ 20% โดยทำการเทรดตามสัญญาณการซื้อขายของแต่ละตัว และถ้าไม่มีสัญญาณซื้อขายเราก็จะถือครองเอาไว้เฉยๆ และสกุลเงินดิจิทัลทั้ง 5 ตัวนี้ก็คือ บิทคอยน์ (BTC), อีเธอเรียม (ETH),​ ริปเปิ้ล (XRP), ไลท์คอยน์​ (LTC),​ และบิทคอยน์ แคช (BCH)

จะเห็นได้ว่าถ้าเราลงทุนด้วยเงินหนึ่งล้านบาทตั้งแต่ต้นปี 2015 พอถึงเดือนกรกฎาคม 2020 เราจะมีเงินเพิ่มมาเป็น 236 ล้านบาท! ซึ่งมากกว่ากลยุทธ์ All In ถึง 3.3 เท่า! นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเมื่อเราพูดถึงเรื่องการลงทุนแล้ว เราไม่ควรใช้ความเชื่อเป็นที่ตั้ง แต่ควรจะทดลองหาข้อมูลมาพิสูจน์เพื่อหากลยุทธ์ที่ดีที่สุด

สำหรับการลงทุนแบบนี้ ตัวเลข CAGR อยู่ที่ 166% ต่อปี ส่วน Max DD% นั้นเท่ากับ 38% ซึ่งต่ำกว่าแบบ All In สรุปคิดเป็นค่า Mar Ratio ถึง 4.3 เลยทีเดียว! ส่วนตารางด้านล่างเป็นผลลัพธ์รายเดือนของพอร์ต ก็ได้แสดงผลตอบแทนที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลย

สรุปผลการทดสอบกลยุทธ์ Diversification และ All In สำหรับการลงทุนในคริปโต

แน่นอนว่าแต่ละคนก็มีกลยุทธ์ในการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองแตกต่างกัน แต่จากผลการทดสอบข้างบนนี้เราก็คงพบแล้วว่า

1.  การจายความเสี่ยง เท่ากับ การจายโอกาส

แน่นอนว่าการไม่เอาไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนให้กับเราได้เมื่อสินทรัพย์ใดก็ตามราคาตกลงมาแบบไม่ได้ตั้งตัว แต่ที่สำคัญก็คือการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ตัว ยังช่วยกระจายโอกาส ให้เราหาช่องทางทำกำไรใหม่ๆ ได้ แม้ว่าสินทรัพย์ที่เราเคยเลือกไว้จะไม่ได้ดีอย่างที่คิดก็ตาม


 2. กำไรอย่างยั่งยืนสร้างได้ แค่มีกลยุทธ์ในการลงทุน

แต่ละคนต่างก็มีกลยุทธ์ที่อยากใช้ ชื่นชอบ และเหมาะกับตัวเอง ไม่ว่านักลงทุนจะเลือกกลยุทธ์แบบไหน ขอให้ศึกษาอย่างจริงจัง ทำการบ้านมากๆ มีวินัย แต่ลงทุนตามแผนที่วางไว้ ยังไงก็การลงทุนอย่างมีระบบที่สม่ำเสมอ ก็จะสร้างผลกำไรให้กับเราได้แน่นอน

3. เข้าใจประวัติศาสตร์เพื่อสร้างอนาคต

ทุกการทดสอบ วิเคราะห์ หรือหาข้อมูลต่างก็เกิดจากการเอาข้อมูลในอดีตมาสังเกต วิเคราะห์ และทำความเข้าใจ ดังนั้นหากเราสามารถเข้าถึงพฤติกรรมและลักษณะของมนุษย์นักลงทุนของคนอื่นและมองตลาดออกได้ เราก็จะสามารถเข้าใจโลกของการลงทุนได้สินทรัพย์นั้น ไม่ต่างจากที่เราใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลตลาดเลย ถ้าพร้อมลงทุนในโลกคริปโตนี้ มาลองฝึกวิชาใช้กลยุทธ์กันได้ที่ Zipmex แพลตฟอร์มเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยระดับโลก