Money Velocity: การหมุนเวียนของเงิน และทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

June 01, 2020

     หลายคนคงเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาหน้าตาไม่ค่อยดีนัก หรือกระทั่งเศรษฐกิจของโลกเองก็ย่ำแย่ไปตาม ๆ กัน จากผลกระทบของ COVID-19 ที่ลากยาวมาเนิ่นนาน และคงจะอยู่กับเราต่อไปอีกสักพักใหญ่ หลายฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงปกติต่างก็หยุดชะงักชั่วคราว จนทำให้ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนที่ดูยากจะแก้ไข วันนี้เราลองมาคุยกันเรื่อง Money Velocity ที่จะจะช่วยให้เราเห็นภาพของปัญหาเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงอาจจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจและหนี้ท่วมโลกให้เราทุกคนได้อย่างคาดไม่ถึง

ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย

     สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประกาศตัวเลข GDP ปี 2020 ในไตรมาสแรกของประเทศไทยออกมาว่าติดลบเพียง 1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอาจจะค้านสายตาประชาชนส่วนใหญ่พอสมควร รวมถึงนักวิชาการ นักวิเคราะห์ และนักลงทุน ที่ต่างก็มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจน่าจะติดลบมากกว่านี้ แต่ถ้าเรามามองช่วงเวลากันอย่างละเอียดแล้ว จะเห็นว่าไตรมาสแรกของปีอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เท่าใดนัก เพราะการล็อกดาวน์และผลกระทบที่แท้จริงเริ่มขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม ส่วนไตรมาสที่สองนั้น ตัวเลข GDP จากสภาพัฒน์ฯ อยู่ที่ -12.2% ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดในรอบ 22 ปี สูสีกับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเลยทีเดียว 

     โดยปกติแล้วนักลงทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะกองทุนขนาดใหญ่สาย Macroeconomic นั้น จะมีหลักการในการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจหลายตัว เพื่อวิเคราะห์และวางกลยุทธ์การลงทุน โดยหนึ่งในหลักการเบื้องต้นก็คือถ้า GDP ของประเทศติดลบสองไตรมาสติด ๆ กัน ก็เท่ากับว่าประเทศได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าตัวเลขของสภาพัฒน์ จะยืนยันสภาวะดังกล่าว แต่กระทรวงการคลังของเรายืนยันว่าจะไม่มีการประกาศตัวเลข GDP จากทางคลังฯ เองเพื่อลดความแตกตื่น จึงอาจจะยังยืนยันตัวเลขไม่ได้ 100% 

สกุลเงินดิจิทัลท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ

     แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะยังดูน่ากังวลไปทั่วโลก แต่สองมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ก็ยังไม่ทิ้งความทะเยอะทะยานด้านเทคโนโลยี จากตอนแรกที่ Facebook ได้ออกเจ้าสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Libra ออกมาอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อจะเป็นสกุลเงินใหม่ที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก ลดข้อจำกัดและตัวกลางทั้งหมดที่เคยมีในระบบเงินขึ้นมา แต่ก็ถูกภาครัฐเบรกเอาไว้ จนทำให้พาร์ทเนอร์พากันถอนตัวออกไป และโปรเจกต์ก็เหมือนจะถูกเอาเก็บไว้ จนไม่ได้ใช้งานจริง และล่าสุด Facebook ก็หยิบ Libra มาปัดฝุ่นใหม่ เป็น Libra 2.0 ที่เป็นมิตรกับภาครัฐของแต่ละประเทศทั่วโลกมากขึ้น โดยแทนที่จะออกเงินเอง Libra จะทำงานร่วมกับธนาคารกลางของแต่ละประเทศเพื่อออกสกุลเงินดิจิทัลของประเทศนั้น ๆ อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป รัฐบาลจะยอมรับ Libra มากขึ้นจนเราได้ใช้งานกันจริงหรือไม่ คงต้องค่อยติดตามกันไปในอนาคต

     ล่าสุด ทางการของจีนที่มีท่าทีแข็งกร้าวกับสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เช่น บิทคอยน์ ก็ได้เปิดตัวดิจิทัลหยวน (Digital Assets Electronic Payment – DACP) ที่แม้ปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงทดสอบและยังไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้ แต่ก็ได้สร้างกระแสความสนใจจากทั่วโลก ว่าทางการจีนต้องการจะมีเงินดิจิทัลของตัวเองไปเพื่ออะไร วันนี้เราเลยอยากลองมาดูกันว่า ทำไมแต่ละประเทศถึงสนใจสกุลเงินดิจิทัล โดยเฉพาะที่ออกโดยธนาคารกลางเองเป็นพิเศษ

GDP คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ 

     GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product ซึ่งหมายความว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งมันก็คือ มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตนั้นจะผลิตขึ้นมาด้วยทรัพยากรของชาติใด เรียกง่าย ๆ ก็คือนับรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา ไม่ว่าคนที่สร้างรายได้นั้นจะเป็นชาติอะไร เช่น ชาวต่างชาติที่มาทำงานในประเทศไทย ก็จะนับเป็น GDP ของไทย แต่ถ้าเป็นคนสัญชาติไทยที่ไปทำงานและสร้างรายได้ที่ต่างประเทศ เราจะเรียกว่า Gross National Product หรือ GNP แทน

     โดยการคำนวณ GDP  ปกตินั้น หน้าตาสูตรคำนวณคือ GDP = C + I + G + (X-M) โดย

C = Consumption คือการบริโภคของภาคเอกชนและประชาชน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายทั่วไป เช่นค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ 

I = Investment คือการลงทุนของเอกชน เช่นการทำ BTS สายใหม่ ก่อสร้างถนน อาคารสำนักงาน

G = Government Spending คือ การใช้จ่ายของรัฐบาล หรือ การลงทุนภาครัฐ เช่น การจ่ายเงินเดือนข้าราชการ การซื้อเรือดำน้ำหรืออาวุธของกองทัพ จัดจ้างซื้ออุปกรณ์ของรัฐ

X = Export คือ การส่งออก หรือขายของให้ต่างประเทศ 

M = Import คือ การนำเข้า หรือเวลาที่เราเอาของจากต่างประเทศมาขายในไทย

Money Velocity และ GDP 

     แต่ปัจจุบัน มีการคำนวณ GDP รูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากธนาคารกลางหลายแห่ง ก็คือการดูเรื่องการหมุนเวียนของเงินหรือ Money Velocity มาประกอบ โดยหน้าตาของสูตรคือ GDP = M * V โดย

M = Money Supply (M1 หรือ M2) หรือปริมาณเงินในระบบ

V = Velocity of Money  หรือ การหมุนเวียนของเงิน

     ไอเดียของการคำนวณแบบนี้ก็คือ สมมติเรามีร้านกาแฟที่มี 10 ที่นั่ง และขายกาแฟแก้วละ 200 บาท ถ้าทั้งวันมีลูกค้ามาตั้งแต่เช้าเต็ม 10 ที่นั่ง แล้วนั่งยาวถึงเย็น ทุกคนซื้อกาแฟแค่คนละแก้ว เราก็จะขายได้ 200*10 = 2000 เท่านั้น แต่ถ้าร้านของเรามีคนเข้าออกตลอด แม้จะมีแค่ 10 ที่นั่ง เราก็จะมีโอกาสสร้างรายได้ได้มากขึ้น แม้จะมีจำนวนที่นั่ง ขนาดร้าน และจำนวนพนักงานเท่าเดิม การหมุนเวียนนี่เองที่เราเรียกว่า Money Velocity ซึ่งจะเห็นแล้วว่า ยิ่งมีการหมุนเวียนมาก ก็ยิ่งมีการสร้างรายได้มากขึ้น

มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ

     หนึ่งในวิธีที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศมักจะใช้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็คือการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบการเงิน เพื่อเพิ่ม Money Supply ในสมการ GDP = M * V ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้มาตั้งแต่วิกฤติการเงินในปี 2008 เพื่อต้องการให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ และมีการเติบโต

(ที่มา https://tradingeconomics.com/ )

     ปัญหาของการเพิ่มเงินในระบบแบบนี้ ก็คือภาวะเงินเฟ้อ และหนี้ขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทั้งของภาครัฐ เอกชน และครัวเรือน แต่ปัญหานี้อาจจะยังไม่ได้สร้างความกังวลมากเท่าใดนัก เพราะว่า

  1. สินทรัพย์ต่าง  ๆ ทั่วโลกยังมีแนวโน้มที่ดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ ที่ดิน สินทรัพย์ดิจิทัล ที่ต่างก็มีการปรับราคาขึ้น จากเงินที่เพิ่มขึ้นในระบบ
  2. ตัวเลขเงินเฟ้อจากการพิมพ์เงินออกมาอย่างต่อเนื่อง ยังไม่น่ากลัวตามที่คาดการณ์กันไว้ เหตุผลก็เพราะว่าเงินในระบบยังไม่หมุนเวียน หรือมีอัตรา Money Velocity ยังต่ำอยู่ รวมไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับต่ำด้วย

     แม้ว่าจะมีการอัดฉีดเงินจากธนาคารกลางต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี เรียกได้ว่าจำนวนเงินในระบบเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ GDP กลับมีการเติบโตไม่มากเท่าที่ควร ตัวอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 มี Money Velocity อยู่ที่ประมาณ 1 รอบ และส่วนตัวเลขของจีนอยู่ที่ 0.5 รอบเท่านั้น ก็คือมีเงินเพิ่มเข้าในระบบ แต่คนไม่ใช้ ก็ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเอง

     ความท้าทายของแต่ละประเทศไม่ใช่การเข้าใจ GDP หรือ Money Velocity แต่การจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการหมุนเวียนของเงินนั้น ยากกว่าการอัดฉีดเงินเพิ่มเข้าไปในระบบ เรียกว่าการเพิ่ม M นั่นง่ายกว่า V ในสูตร GDP = M * V ตัวอย่างเช่นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ที่มีการแจกเงินให้คนไปเที่ยว ถ้าคนเลือกที่จะเก็บเงินไว้แทน ก็ทำให้ M หรือจำนวนเงินในระบบเพิ่มขึ้น แต่ V หรือ Velocity ต่ำ จนทำให้ไม่ได้ผลทางเศรษฐกิจดีเท่าที่ควร

Central Bank Digital Assets (CBDA) แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

     หลังจากบิทคอยน์เกิดขึ้นมาบนโลกในปี 2008 ก็ได้จุดประกายให้หลาย ๆ เทคโนโลยีเกิดขึ้นมาบนโลก ไม่ว่าจะเป็น Blockchain ที่เกิดมาเพื่อรองรับบิทคอยน์และก็มีการพัฒนาต่อยอดไปอย่างต่อเนื่องเพื่อการใช้งานอื่น ๆ เช่น Smart Contract เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเกิดการตื่นตัวเป็นอย่างมาก บ้างก็สนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มที่ เช่น ญี่ปุ่นที่มีการออกกฎหมายให้บิทคอยน์สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2017 แต่หลายประเทศก็มีความกังวลในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ เพราะว่าหลักการที่สำคัญอย่างหนึ่งของสินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชน ก็คือ Decentralization หรือการกระจายศูนย์ เช่น บิทคอยน์ ที่ทำให้ใครก็โอนเงินได้ ไม่ต้องพึ่งธนาคารกลางผลิตเงิน หรือให้ธนาคารเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรม ทำให้ประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ที่ก็มีหลักการบริการแบบรวมศูนย์อยู่แล้ว มีท่าทีที่แข็งกร้าวกับบิทคอยน์จนประกาศแบนไปเลย

     แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็มองเห็นประโยชน์ของสินทรัพย์และเทคโนโลยีบล็อกเชนด้วย ประเทศจีนมีการถือสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชนมากที่สุดในโลก และล่าสุดก็ได้ออกดิจิทัลหยวนเป็นของตัวเอง เพราะเล็งเห็นโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการหมุนเวียนของเงิน หรือ Money Velocity 

     จีนมองว่านี่เป็นโอกาสดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเป็นที่หนึ่งของโลกแทนสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการพิมพ์เงินเพิ่มแบบเดิม ๆ ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเท่าไหร่แล้ว และเชื่อว่าการมีเงินดิจิทัล จะช่วยให้ผู้คนใช้จ่ายเงินมากขึ้นและสะดวกขึ้น เหมือนอย่างช่วงที่เราอยู่บ้านแล้วซื้อของออนไลน์ได้ง่ายดายกว่าการเดินทางไปห้างเพื่อซื้อของสักชิ้น และการจับจ่ายใช้สอยนี่เอง ที่จะเพิ่มการหมุนเวียนของเงิน จนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในทางบวกได้

ดิจิทัลหยวน ไม่ใช่ Crypto Digital Assets

     แม้ว่าดิจิทัลหยวน จะถือได้ว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัล แต่ว่ามันไม่ใช่ Crypto Digital Assets เหมือนกับบิทคอยน์ เพราะที่จริงแล้วดิจิทัลหยวนก็คือเงินหยวนธรรมดา เป็น Stablecoin ที่ดำเนินการโดยภาครัฐ มีการสำรองเงินหนุนค่าเงินเหมือนการผลิตเงินปกติ มีการผูกค่าเงินดิจิทัลหยวนกับค่าเงินหลักของจีน Renminbi (RMB) แบบ  1:1 และถูกยกเข้าในระบบดิจิทัลโดยใช้ระบบบล็อกเชนควบคุม โดยจีนจะเริ่มทดสอบใช้งานใน 4 เมืองก่อนได้แก่ เซินเจิ้น, ซูโจว, สงอัน และเฉิงตู รวมถึงมีการทดสอบจ่ายเงินเดือนของเจ้าหน้าที่รัฐด้วยดิจิทัลหยวนอีกด้วย การทดสอบคาดว่าจะใช้เวลา 6-12 เดือน และ แบรนด์ยักษ์ใหญ่หลายแบรนด์ เช่น McDonald’s, Starbucks และ Subway ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาการร่วมทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลนี้

แผนการทดสอบดิจิทัลหยวน

โครงการอินทนนท์ เงินดิจิทัลของไทย

     ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ริเริ่มโครงการอินทนนท์ร่วมกับสถาบันการเงินอีก 8 แห่ง และบริษัท R3 (ผู้พัฒนา DLT ใน Corda Platform) เพื่อทดสอบการใช้สกุลเงินดิจิทัลของไทย และความเป็นไปได้ในการใช้ Distributed Ledger Technology (DLT) กับระบบชำระเงินในระดับประเทศ เป้าหมายของโครงการก็คือให้ประเทศและสถาบันการเงินมีความเข้าใจในเทคโลยีมากขึ้น ผู้เข้าร่วมโครงการต่างก็ร่วมกันออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ   (Design Thinking) รวมถึงให้นักพัฒนาระบบจากสถาบันการเงินมาร่วมกันเพื่อพัฒนาระบบสำหรับระบบการเงินในอนาคตของประเทศไทย โดยขอบเขตการดำเนินการจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ตามรูปด้านล่างนี้

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ริเริ่มโครงการอินทนนท์ร่วมกับสถาบันการเงินอีก 8 แห่ง และบริษัท R3 (ผู้พัฒนา DLT ใน Corda Platform) เพื่อทดสอบการใช้สกุลเงินดิจิทัลของไทย และความเป็นไปได้ในการใช้ Distributed Ledger Technology (DLT) กับระบบชำระเงินในระดับประเทศ เป้าหมายของโครงการก็คือให้ประเทศและสถาบันการเงินมีความเข้าใจในเทคโลยีมากขึ้น ผู้เข้าร่วมโครงการต่างก็ร่วมกันออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ   (Design Thinking) รวมถึงให้นักพัฒนาระบบจากสถาบันการเงินมาร่วมกันเพื่อพัฒนาระบบสำหรับระบบการเงินในอนาคตของประเทศไทย โดยขอบเขตการดำเนินการจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ตามรูปด้านล่างนี้

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นเราคงได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของเราอย่างไม่สิ้นสุด ในยุคปัจจุบันปลาใหญ่อาจจะไม่ได้กินปลาเล็กเสมอไป แต่ปลาที่ใช่และปรับตัวเป็นเท่านั้น ที่จะสามารถอยู่รอดในสมรภูมิแห่งน่านน้ำธุรกิจนี้ได้ สินทรัพย์ดิจิทัลก็เป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของเราไปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโลกแห่งการเงินและเศรษฐกิจ ที่สกุลเงินดิจิทัลนี่เองอาจจะมาช่วยแก้ปัญหา Money Velocity ของโลกได้ ถ้าพร้อมแล้วที่จะมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีนี้ไปพร้อม  ๆ กัน ก็มาเริ่มเทรดกับ Zipmex แพลตฟอร์มเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจาก ก.ล.ต. พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยระดับโลกได้แล้ววันนี้